ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CIO แทบทุกองค์กรต้องเผชิญโจทย์เดียวกัน งบประมาณด้าน IT ถูกกดดันให้ลดลง ขณะที่ความคาดหวังจากผู้บริหารกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โจทย์ที่ฟังดูขัดแย้งอย่าง “ลดต้นทุน แต่ยังต้องสร้างนวัตกรรม” กลายเป็นความจริงที่ CIO ต้องรับมือในทุกวันทำงาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรที่จัดการสถานการณ์นี้ได้ดี ไม่ได้เริ่มจากการตัดงบหรือชะลอการลงทุน แต่เลือกปรับวิธีคิดเรื่องการใช้จ่าย IT ใหม่ทั้งหมด จากการ “ควบคุมค่าใช้จ่าย” ไปสู่ การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Cost Optimization)
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะลดอะไรดี” แต่คือ “จะบริหารงบ IT อย่างไรให้สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง”
กลยุทธ์ที่ 1: วัดผลด้วยผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนโครงการ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของ IT คือการวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขที่ผิด
หลายองค์กรภูมิใจกับจำนวนโครงการที่เสร็จ ระบบใหม่ที่เปิดตัว หรือเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แต่เมื่อถามว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือพัฒนาปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าได้เท่าไร กลับตอบไม่ได้ชัดเจน
องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะเริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐาน 3 ข้อก่อนลงทุนทุกครั้ง:
- ปัญหาทางธุรกิจที่แท้จริงคืออะไร
- กระบวนการใดทำงานช้าหรือผิดพลาดบ่อย
- ขั้นตอนไหนเกิดความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- ทีมงานใช้เวลาไปกับงานใดมากเกินควร
- วิธีวัดความสำเร็จคืออะไร
- ตัวเลขอะไรต้องเปลี่ยนแปลง (รายได้เพิ่ม / ต้นทุนลด / เวลาประมวลผลเร็วขึ้น)
- เท่าไรถึงจะถือว่าคุ้มค่า
- ระยะเวลาเท่าไรถึงจะเห็นผล
- ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น
- ความเสี่ยงจากการไม่ลงทุนคืออะไร
- คู่แข่งจะแซงหน้าหรือไม่
- ลูกค้าจะหันไปหาทางเลือกอื่นหรือเปล่า
เมื่อมีคำตอบชัดเจนทั้ง 3 ข้อ การตัดสินใจลงทุนจะง่ายขึ้น และผู้บริหารจะเห็นคุณค่าของ IT ทันที
กลยุทธ์ที่ 2: ลงทุนกับคนก่อนลงทุนกับเทคโนโลยี
ระบบที่ดีที่สุดก็ไร้ค่า ถ้าไม่มีใครใช้
หลายองค์กรใช้งบหลายสิบล้านซื้อระบบใหม่ แต่ลืมลงทุนกับการทำให้คนเข้าใจและใช้งานได้จริง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:
- ทีมงานยังใช้วิธีเดิม ๆ เพราะไม่เข้าใจระบบใหม่
- ข้อมูลถูกกรอกผิด เพราะไม่รู้ว่าควรกรอกอย่างไร
- ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ไม่ถูกใช้ เพราะไม่รู้ว่ามีอยู่
องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะทำ 3 สิ่งนี้ก่อนเปิดตัวระบบใหม่:
- เริ่มจากปัญหาที่คนเจอจริง ไม่ใช่คิดเองว่าปัญหาคืออะไร แต่ไปนั่งคุยกับคนที่จะใช้งานจริง ๆ ว่า:
- อะไรทำให้งานติดขัด
- ขั้นตอนไหนใช้เวลานาน
- อะไรทำให้เกิดข้อผิดพลาด
- ออกแบบให้ง่ายกว่าเดิม หลักการคือ ถ้าระบบใหม่ไม่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นหรือง่ายขึ้น คนก็จะไม่ใช้ ดังนั้น:
- ลดขั้นตอนการทำงานให้น้อยที่สุด
- ทำให้เข้าใจได้โดยไม่ต้องอ่านคู่มือ
- เชื่อมกับเครื่องมือที่ผู้ใช้งานใช้อยู่แล้ว
- ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญภายใน แทนที่จะพึ่ง Vendor มาอบรม ให้เลือกคนในทีมที่เข้าใจระบบดีที่สุดมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ เพราะ:
- พวกเขารู้ปัญหาจริงของทีม
- คนในทีมไว้ใจและถามคำถามได้สบายกว่า
- ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการจ้าง Consultant ภายนอก
เมื่อคนพร้อม เทคโนโลยีจะทำงานได้เต็มศักยภาพ
กลยุทธ์ที่ 3: สร้างระบบที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่ระบบที่ถูกล็อก
การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีวันนี้ จะส่งผลต่อทางเลือกของคุณในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ปัญหาที่หลายองค์กรเจอคือ Vendor Lock-in เมื่อเวลาผ่านไป พบว่า:
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เปลี่ยน Vendor ไม่ได้
- ระบบใหม่ที่อยากใช้ต่อไม่ได้กับระบบเก่า
- ข้อมูลถูกกักเก็บในรูปแบบที่เอาออกมายาก
องค์กรที่มองการณ์ไกลจะออกแบบระบบด้วยหลักการ 3 ข้อ:
- แยกระหว่าง Core กับ Support
- Core = สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้องค์กร ควรพัฒนาเองหรือควบคุมได้เต็มที่
- Support = สิ่งที่ทุกบริษัททำเหมือนกัน ใช้ของสำเร็จได้
ตัวอย่าง:
- ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเฉพาะของธุรกิจ → พัฒนาเอง
- ระบบ Email, Calendar → ใช้ของสำเร็จ
- เลือก Open Standard มากกว่า Proprietary
- ใช้รูปแบบข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน (JSON, CSV, XML)
- เลือก API ที่เป็น RESTful หรือ GraphQL
- หลีกเลี่ยงโซลูชันที่ทำงานได้แค่กับ Vendor เดียว
- วางแผนทางออก ตั้งแต่วันแรก ก่อนเซ็นสัญญากับ Vendor ใด ๆ ต้องพิจารณาเรื่อง:
- ถ้าเราต้องการเปลี่ยนในอนาคต จะทำได้ง่ายแค่ไหน
- ข้อมูลจะถูก Export ออกมาได้หรือไม่
- มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอะไรบ้าง
เมื่อระบบยืดหยุ่น องค์กรจะมีอิสระในการปรับตัวตามสถานการณ์
จากการ “ลดต้นทุน” สู่การ “สร้างคุณค่า”
บทบาทของ CIO ในวันนี้ไม่ใช่แค่ดูแลระบบให้เสถียร แต่คือการทำให้ IT สนับสนุนธุรกิจได้จริง
องค์กรที่ประสบความสำเร็จมักยึดหลักง่าย ๆ 3 ข้อ:
- วัดผลด้วยผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนโครงการ
- ลงทุนกับคนก่อนเทคโนโลยี เพราะระบบที่ดีแต่ไม่มีใครใช้ก็ไร้ค่า
- สร้างระบบที่ยืดหยุ่น ไม่ถูกล็อกกับ Vendor ใดตัวหนึ่ง
ไม่ว่าคุณจะกำลังพิจารณาปรับปรุง ERP ย้ายระบบขึ้น Cloud สร้าง Data Platform หรือเลือก Outsource งาน IT บางส่วน สิ่งสำคัญที่สุดคือ แผนที่ชัด ทีมที่พร้อม และการตัดสินใจที่มีเหตุผล
บทบาทของที่ปรึกษาด้าน IMC: เชื่อมกลยุทธ์ให้เกิดผลจริง
การบริหารต้นทุน IT ให้เกิดคุณค่าสูงสุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบภาพรวมของข้อมูล กระบวนการ และการบูรณาการระบบอย่างเป็นระบบ พร้อมการตัดสินใจที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของที่ปรึกษาด้าน IMC
A-HOST ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้าน IMC ที่ช่วย CIO มองภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน วาง Roadmap ที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ การจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบ เช่น ERP, Cloud และ Data Platform ไปจนถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น ไม่ผูกติดกับ Vendor ใด Vendor หนึ่ง และสามารถต่อยอดได้ในระยะยาว
เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ทำให้ระบบ “ใช้งานได้” แต่คือการทำให้การลงทุนด้าน IT คุ้มค่า วัดผลได้ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง ช่วยให้ CIO บริหารงบประมาณได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ และขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาพันธมิตรที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และบริบทธุรกิจ A-HOST ยินดีเป็นที่ปรึกษาด้าน IMC ให้คุณ — สนใจปรึกษาเราได้เลย







